ประเพณีลากพระลงนา ของชุมชนบ้านตรัง ตำบลตรัง อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เป็นประเพณีท้องถิ่นที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงวันออกพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11) โดยชาวบ้านร่วมกันอัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานบนเรือพระ แล้วลากไปตามเส้นทางภายในชุมชนและพื้นที่นา ประเพณีดังกล่าวสะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม รากฐานความเชื่อทางศาสนา และวิถีชีวิตเกษตรกรรมของชุมชน โดยมีความเชื่อว่าการลากเรือพระลงนาจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตทางการเกษตร ทั้งนี้ ประเพณีลากพระลงนายังเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชน และพลวัตทางสังคมที่ส่งผลต่อการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมร่วมสมัย
ภูมินามคำว่า “บ้านตรัง” อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี
ประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านตรัง จากคำบอกเล่าของปราชญ์ชาวบ้านและผู้อาวุโสในชุมชน (Oral History) สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยชื่อหมู่บ้านในอดีตมีที่มาจากคำว่า “ตือรัง” ซึ่งตามคำบอกเล่าของคนในท้องถิ่นหมายถึงป่ารกชัฏหรือพื้นที่ป่าทึบที่มีพรรณไม้ขึ้นหนาแน่น ต่อมาชื่อดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงตามการออกเสียงและการเรียกขานของผู้คน จนกลายเป็น “ตอตรัง” และพัฒนามาเป็น “บ้านตรัง” ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ชาวมลายูในพื้นที่ยังเรียกบริเวณนี้ว่า “จือเก” (Juke) ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ป่ารกทึบตามคำบอกเล่าของชุมชน
กล่าวได้ว่า ประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านตรังมิได้สะท้อนเพียงพัฒนาการของชื่อหมู่บ้านและการตั้งถิ่นฐานเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ตลอดจนการรับรู้และการเรียกขานพื้นที่ผ่านภาษาและวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่น องค์ความรู้ที่ถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าของปราชญ์ชาวบ้านและผู้อาวุโสจึงเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน และการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

ภาพโดย สุกัญญา หมวกแดง
“พ่อแก่เจ้าแสง” ความเป็นมา การอนุรักษ์ ลากพระลงนาชุมชนบ้านตรัง
วัดบ้านตรัง หรือ วัดประเวศน์ภูผา ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลตรัง อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ตามข้อมูลประวัติท้องถิ่นระบุว่าวัดแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2240 นับเป็นศาสนสถานเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 300 ปี และเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนในชุมชน ตลอดจนเป็นพื้นที่สำคัญในการสืบทอดประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะประเพณีลากพระลงนาแบบดั้งเดิมที่ไม่มีล้อเลื่อน ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางศาสนา สภาพภูมิประเทศ และวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต ประเพณีดังกล่าวมีพ่อแก่เจ้าแสง หรือพระครูมงคลสุทธิคุณ เป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการธำรงรักษาและสืบทอดธรรมเนียมปฏิบัติของชุมชน ในอดีตพื้นที่บ้านตรังยังไม่มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวก การเดินทางและการขนย้ายสิ่งของจึงอาศัยเส้นทางตามแนวคันนาเป็นหลัก ประกอบกับบริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่ทุ่งนากว้าง มีพื้นที่ดอนหรือที่ดินสูงซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “เกาะ” อยู่กลางนา จึงมีการสร้างศาลาไว้เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมร่วมกัน เมื่อถึงช่วงเทศกาลออกพรรษา ชาวบ้านจึงร่วมแรงร่วมใจกันลากเรือพระผ่านท้องนาไปยังศาลาดังกล่าว เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและรับประทานอาหารร่วมกัน อันเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธา ความสามัคคี และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของคนในชุมชน

ภาพโดย สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา ม.อ.ปัตตานี
แม้ปัจจุบันการคมนาคมจะได้รับการพัฒนาและมีถนนเข้าถึงพื้นที่มากขึ้น แต่ชุมชนบ้านตรังยังคงรักษารูปแบบการลากพระโดยไม่ใช้ล้อเลื่อน เพื่อคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ดั้งเดิมของประเพณี การสืบทอดธรรมเนียมดังกล่าวมิได้มีความหมายเพียงการรักษารูปแบบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นการธำรงความทรงจำร่วมของชุมชน ถ่ายทอดภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษสู่คนรุ่นหลัง และสะท้อนศักยภาพของชุมชนในการรักษามรดกทางวัฒนธรรมท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวิถีชีวิตร่วมสมัย
พ่อแก่เจ้าแสง หรือพ่อท่านแสง เป็นพระเถระที่ได้รับความเคารพศรัทธาจากชาวชุมชนบ้านตรัง ตำบลตรัง อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ท่านมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้สืบสานประเพณีลากพระ ลงนา โดยยึดถือรูปแบบดั้งเดิมที่ใช้แรงคนลากเรือพระผ่านท้องนาโดยไม่ติดตั้งล้อเลื่อน อันสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางศาสนา สภาพภูมิประเทศ และวิถีชีวิตของชุมชน คำเรียกขานว่า “พ่อแก่เจ้า” แสดงถึงความเคารพต่อพระสงฆ์ผู้มีอาวุโสและครองสมณเพศมาอย่างยาวนาน ตามธรรมเนียมที่ชาวบ้านถ่ายทอดกันมา คำเรียกนี้ใช้กับพระสงฆ์ที่มีพรรษาตั้งแต่ 50 พรรษาขึ้นไป ส่วนคำเรียกในหมู่ญาติและลูกหลานอาจแตกต่างกันตามความสัมพันธ์และลำดับอาวุโส เช่น “ตาเจ้า” หรือ “ลุงเจ้า” ซึ่งสะท้อนทั้งระบบความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมการเคารพผู้สูงวัยในชุมชน ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน พ่อแก่เจ้าแสงมรณภาพเมื่อมีอายุมากกว่า 90 ปี อายุที่ยืนยาวและการครองสมณเพศเป็นเวลานานมีส่วนให้ท่านได้รับการยกย่องในฐานะพระเถระผู้ทรงคุณวุฒิและเปี่ยมด้วยบารมี ความศรัทธาต่อพระสงฆ์ผู้มีพรรษาสูงยังปรากฏในความทรงจำของชุมชน เช่นเดียวกับพระเถระในอดีตที่ชาวบ้านกล่าวถึง ได้แก่ พ่อแก่เจ้าชัยและพ่อแก่เจ้าทองแก้ว


พ่อแก่เจ้าแสง หรือพ่อท่านแสง ผู้มีบทบาทสำคัญในการลากพระลงนาบ้านตรัง
ภาพโดย ธวัชชัย มหาชัย (โนราห์ปอย บ้านตรัง)
ในด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรม พ่อแก่เจ้าแสงมีบทบาทสำคัญในการธำรงรูปแบบดั้งเดิมของประเพณีลากพระลงนา ท่านมองว่าการลากพระเป็นกิจกรรมที่แสดงถึงความเพียร ความสามัคคี และความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน จึงควรสืบทอดและร่วมปฏิบัติอย่างน้อยปีละครั้ง ท่านเคยกล่าวเตือนว่า “ปีหนึ่งครั้งหนึ่งเนี่ย สูลากไม่ได้ ทำไรกินกัน” ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่เชื่อมโยงความมานะพยายามในการประกอบกิจกรรมทางศาสนากับความขยันหมั่นเพียรในการดำรงชีวิต คำกล่าวนี้จึงมิได้มุ่งเพียงการเชิญชวนให้ชาวบ้านร่วมลากเรือพระ แต่ยังสื่อถึงการปลูกฝังความอดทน ความรับผิดชอบ และความร่วมมือในการดำเนินชีวิตร่วมกัน เรื่องราวและคำสอนของพ่อแก่เจ้าแสงจึงเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนบ้านตรัง โดยสะท้อนบทบาทของพระสงฆ์ในการสืบทอดความเชื่อ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความทรงจำร่วมผ่านประเพณีลากพระลงนา ซึ่งช่วยธำรงอัตลักษณ์และความสัมพันธ์ของคนในชุมชนให้ดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ภาพโดย สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา ม.อ.ปัตตานี
ในด้านการธำรงรักษาจารีต พ่อแก่เจ้าแสงได้รับการกล่าวถึงจากชาวบ้านว่าเป็นผู้มีความเด็ดเดี่ยวและยึดมั่นในธรรมเนียมดั้งเดิม แม้ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมทางสังคมและศาสนา ท่านยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาธรรมเนียมการลากพระ โดยยืนยันว่าควรมีการลากเรือพระออกจากบริเวณวัด แม้จะเป็นระยะทางสั้น ๆ เพียงบริเวณหน้าวัดก็ตาม ดังนั้น บทบาทของพ่อแก่เจ้าแสงมิได้จำกัดอยู่เพียงการรักษารูปแบบการลากพระลงนาโดยไม่ใช้ล้อเลื่อน แต่ยังครอบคลุมถึงการธำรงคุณค่าของประเพณี การปลูกฝังความเพียรและความสามัคคี ตลอดจนการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมในหมู่สมาชิกชุมชน เรื่องราวและแนวคิดของท่านจึงเป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษาบทบาทของผู้นำทางศาสนาต่อการอนุรักษ์ประเพณีท้องถิ่น และแสดงให้เห็นว่าการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาให้ดำรงอยู่มิได้อาศัยเพียงการจัดกิจกรรมตามประเพณีเท่านั้น หากยังต้องอาศัยบุคคลผู้มีบทบาทในการถ่ายทอดความหมายและคุณค่าของประเพณีให้คนรุ่นหลังเข้าใจและเห็นความสำคัญอย่างต่อเนื่อง
ความเชื่อท้องถิ่นชุมชน “บ้านตรัง” เกี่ยวกับลากพระลงนา
ประเพณีลากพระลงนาของชุมชนบ้านตรัง ตำบลตรัง อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี สะท้อนความเชื่อและความศรัทธาที่สืบทอดมาแต่ครั้งที่ชุมชนยังพึ่งพาธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการดำรงชีวิต ความเชื่อดังกล่าวยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่เชื่อมโยงพระพุทธศาสนา ผู้สืบทอดประเพณี และวิถีเกษตรกรรมเข้าด้วยกัน
1. ความเชื่อและความศักดิ์สิทธิ์ของพระลากทั้ง 2 องค์บนบุษบก พระลากทั้ง 2 องค์ที่ประดิษฐานบนบุษบกในประเพณีลากพระลงนา ได้แก่ ปางห้ามญาติ ซึ่งโดยทั่วไปแสดงพระพุทธรูปยืนยกพระหัตถ์ขวาข้างเดียว สื่อถึงการระงับความขัดแย้งระหว่างพระญาติ และ ปางห้ามสมุทร ซึ่งโดยทั่วไปยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นระดับพระอุระ แสดงถึงการห้ามกระแสน้ำที่ไหลบ่า ทั้งสองปางมีความหมายเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับการระงับความขัดแย้ง การป้องกันภัย และการขจัดอุปสรรค จึงเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธาที่มีความสำคัญต่อจิตใจของชาวบ้าน ความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระได้รับการถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าและประสบการณ์ของคนในชุมชน สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา พิธีกรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่น


พระลาก 2 องค์ประดิษฐานบนบุษบกเรือพระบ้านตรังสำหรับสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล
ภาพโดย สุกัญญา หมวกแดง
2. ความเชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคลและการบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย ตามคำบอกเล่าของผู้สูงอายุในชุมชน ชาวบ้านเชื่อว่าพระลากทั้ง 2 องค์มีความศักดิ์สิทธิ์และนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล ในอดีตมีการใช้ขวดหรือขันรองรับน้ำจากพิธีสรงน้ำพระลาก เพื่อนำไปลูบศีรษะหรือใช้ตามความเชื่อในการบรรเทาอาการเจ็บป่วยของบุตรหลาน โดยเฉพาะกรณีที่ไม่ทราบสาเหตุของอาการหรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น การปฏิบัติดังกล่าวสะท้อนบทบาทของความเชื่อและพิธีกรรมในฐานะที่พึ่งทางจิตใจ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างศาสนาที่อยู่ร่วมกันในชุมชน ทั้งนี้ ควรทำความเข้าใจการใช้น้ำสรงพระเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยในฐานะความเชื่อและวัฒนธรรม มิใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์
3. ความเชื่อเกี่ยวกับผลกระทบจากการงดจัดประเพณีลากพระ ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน หากปีใดไม่มีการจัดประเพณีลากพระลงนา อาจเกิดเหตุการณ์ไม่เป็นมงคลหรือมีผู้เจ็บป่วย โดยเฉพาะพระสงฆ์ภายในวัด ความเชื่อนี้เชื่อมโยงกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับพ่อแก่เจ้าแสง อดีตเจ้าอาวาสผู้มีบทบาทสำคัญในการสืบสานประเพณี ซึ่งเล่าว่าครั้งหนึ่งท่านล้มป่วยอย่างหนักจนไม่สามารถลุกขึ้นได้ แต่เมื่อมีการประกาศจัดงานและเริ่มเตรียมการลากพระ ท่านกลับมีอาการดีขึ้นจนสามารถลุกขึ้นนั่งและเข้าร่วมพิธีได้
เรื่องเล่าดังกล่าวสะท้อนความทรงจำร่วมและความหมายที่ชุมชนมีต่อประเพณีลากพระลงนา ซึ่งมิได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคล ความปลอดภัย และความผาสุกของชุมชน อันเป็นแรงจูงใจสำคัญประการหนึ่งในการร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีจากรุ่นสู่รุ่น
ความเชื่อเกี่ยวกับการลากพระผ่านทุ่งนากับผลผลิตข้าวของชุมชนบ้านตรัง
ตามคำบอกเล่าของปราชญ์ชาวบ้านและผู้สูงอายุในชุมชนบ้านตรัง ประเพณีลากพระลงนามิได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตทางการเกษตร โดยชาวบ้านเชื่อว่าบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ของพระลากจะช่วยให้ข้าวงอกงาม ป้องกันโรคและศัตรูพืช ตลอดจนส่งเสริมให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ความเชื่อดังกล่าวสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา วิถีเกษตรกรรม และความมั่นคงในการดำรงชีพของชุมชน ดังนี้
1. ความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตข้าว ชาวบ้านเชื่อว่าการที่เรือพระลากผ่านพื้นที่นาของใครจะช่วยให้ข้าวเจริญงอกงามและให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ เรียกความเชื่อนี้ว่า “ข้าวงาม” ในอดีต ชาวนาจึงต้องการให้เรือพระผ่านนาของตน เพื่อความเป็นสิริมงคลและหวังให้ได้ผลผลิตที่ดี ความเชื่อนี้สะท้อนการเชื่อมโยงพิธีกรรมทางศาสนากับความคาดหวังด้านความมั่นคงทางอาหารและการดำรงชีพของครัวเรือนเกษตรกรรม
2. ความเชื่อเรื่องการป้องกันโรคและศัตรูพืช นอกจากความเชื่อเรื่องความงอกงามของข้าวแล้ว ชาวบ้านยังเชื่อว่าบารมีของพระลากช่วยปกป้องนาข้าวจากโรคและศัตรูพืช ซึ่งเชื่อกันว่าจะไม่เข้ามากัดกินหรือทำลายต้นข้าวหลังจากเรือพระผ่านพื้นที่นา ความเชื่อนี้สะท้อนบทบาทของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในฐานะที่พึ่งทางจิตใจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการผลิตทางการเกษตรและข้อจำกัดด้านความรู้และเทคโนโลยีในการควบคุมศัตรูพืชในอดีต

ภาพโดย ไชยยุทธ์ อินบัว

ภาพโดย ไชยยุทธ์ อินบัว
3. ความเชื่อเรื่องการลดความจำเป็นในการใช้ปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช ในอดีตมีคำบอกเล่าว่า หลังเรือพระลากผ่านนาข้าว ชาวนาเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยหรือใช้สารกำจัดศัตรูพืชเพิ่มเติม ดังปรากฏในคำกล่าวว่า “ไม่ต้องฉีดยาในแปลงนาข่าว” ซึ่งสะท้อนความเชื่อในบารมีของพระลากว่าจะช่วยคุ้มครองและส่งเสริมความสมบูรณ์ของต้นข้าว ตลอดจนสร้างความมั่นใจแก่เกษตรกรต่อผลผลิตที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม ความเชื่อนี้ควรพิจารณาในฐานะคติทางวัฒนธรรม มิใช่หลักฐานว่าการลากพระสามารถทดแทนการจัดการธาตุอาหารพืชหรือการควบคุมศัตรูพืชตามหลักวิทยาศาสตร์การเกษตรได้
4. ความเชื่อเรื่องฝนฟ้าและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่นา ความเชื่อเกี่ยวกับการลากพระยังเชื่อมโยงกับฝนฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำนา ตามคำบอกเล่าที่สืบทอดกันมา ในอดีตบางพื้นที่มีการจัดพิธีลากพระเพื่อขอฝนในช่วงที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล โดยมีเรื่องเล่าว่าหลังเสร็จพิธีและลากเรือพระกลับวัดแล้ว ฝนมักตกลงมา เหตุการณ์ดังกล่าวจึงได้รับการจดจำและถ่ายทอดในฐานะประสบการณ์ที่เชื่อมโยงพิธีกรรมกับความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร
อาหารมงคลในประเพณีลากพระลงนา
1. ประเภทและลักษณะของอาหารมงคล อาหารสำคัญในประเพณีลากพระลงนาของชุมชนบ้านตรัง ได้แก่ “ต้ม” และ “เหนียวหลาม” ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อทางศาสนา และภูมิปัญญาการประกอบอาหารของชุมชน ต้ม หรือขนมต้ม ทำจากข้าวเหนียว ห่อด้วยใบกะพ้อหรือใบตองตามวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น แล้วมัดเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมหรือตามรูปแบบที่สืบทอดกันมา ก่อนนำไปต้มจนสุก ชาวบ้านจะนำต้มมาร้อยเป็นพวงเพื่อถวายและแขวนประดับเรือพระ ทั้งนี้ รูปแบบการห่อและการจัดพวงอาจแตกต่างกันในแต่ละชุมชน

ภาพโดย สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา ม.อ.ปัตตานี
ข้าวเหนียวหลาม สะท้อนภูมิปัญญาการปรุงอาหารจากวัสดุธรรมชาติและการใช้ไฟ โดยนำข้าวเหนียวบรรจุในกระบอกไม้ไผ่เผาจนสุกพร้อมส่วนผสมตามสูตรประจำบ้าน ด้วยจุดเด่นที่พกพาสะดวก ข้าวหลามจึงเคยเป็นอาหารหลักและสิ่งของยอดนิยมสำหรับถวายพระในประเพณีลากพระลงนาสมัยก่อน เนื่องจากชาวบ้านไม่สามารถกลับบ้านมาทำอาหารได้เหมือนปัจจุบัน ทว่าในวันนี้ที่อาหารสำเร็จรูปหาซื้อได้ง่ายขึ้น ข้าวเหนียวหลามในประเพณีดั้งเดิมจึงเริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา
2. บทบาทของอาหารในพิธีกรรมและวิถีชีวิตชุมชน อาหารในประเพณีลากพระลงนามีบทบาทมากกว่าการบริโภค โดยเป็นส่วนหนึ่งของการทำบุญและถวายแด่พระสงฆ์ โดยเฉพาะต้มและเหนียวหลาม ทั้งนี้ ชนิดอาหารและลำดับการถวายอาจแตกต่างกันตามธรรมเนียมของแต่ละวัดและชุมชน อาหารยังเป็นสื่อกลางในการแบ่งปันและสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม เมื่อขบวนเรือพระเดินทางถึงบริเวณที่เรียกว่า “ศาลา” ซึ่งเป็นพื้นที่ดอนหรือจุดพักกลางนา หรือเมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรม ชาวบ้านจะนำอาหารมารับประทานร่วมกัน
“หัตถกรรมประดิษฐ์แป้งพวง” สำหรับพุทธบูชาในประเพณีลากเรือพระลงนา
แป้งพวงเป็นงานหัตถกรรมเครื่องหอมพื้นบ้านที่สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนบ้านตรัง มีบทบาทสำคัญในประเพณีลากพระลงนา โดยใช้เป็นเครื่องสักการะและประดับบุษบกบนเรือพระให้สวยงาม พร้อมกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ งานหัตถกรรมนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน อีกทั้งยังเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถอนุรักษ์ สืบทอด และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมในอนาคต
1. ที่มาและความสำคัญของแป้งพวง แป้งพวงเกิดจากภูมิปัญญาการนำทรัพยากรธรรมชาติมาแปรรูปเป็นเครื่องหอมสำหรับประเพณีลากพระ โดยใช้หินสีขาวที่ชาวบ้านเรียกว่า “หินกำปัง” นำมาเตรียมและบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำและเครื่องหอมจากดอกไม้ ก่อนหยอดหรือขึ้นรูปเป็นเม็ดเล็ก ๆ แล้วร้อยเรียงเป็นพวงสำหรับประดับบุษบกบนเรือพระ กระบวนการดังกล่าวสะท้อนความรู้และทักษะในการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติและสร้างสรรค์งานหัตถกรรมให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม ตามคำบอกเล่าของคนในชุมชน ในอดีตชาวบ้านต้องเดินทางไปเก็บหาหินสีขาวจากบริเวณควนหรือเนินเขา ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งพวง สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิประเทศ และวิถีชีวิต ตลอดจนองค์ความรู้ที่สั่งสมผ่านการสังเกต ทดลอง และถ่ายทอดประสบการณ์จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง แป้งพวงมิได้เป็นเพียงเครื่องประดับที่เพิ่มความงดงามและกลิ่นหอมให้แก่เรือพระ แต่ยังเป็นเครื่องสักการะที่แสดงถึงความเคารพและศรัทธาในพระพุทธศาสนา การประดิษฐ์อย่างประณีตและนำไปประดับเรือพระจึงเป็นทั้งการสร้างสรรค์งานฝีมือและการแสดงออกถึงการทำบุญและการมีส่วนร่วมในประเพณีของชุมชน

ภาพโดย นราวดี โลหะจินดา
2. วัตถุดิบและกระบวนการผลิตแป้งพวง การผลิตแป้งพวงแบบดั้งเดิมเป็นงานหัตถกรรมเครื่องหอมพื้นบ้านที่ต้องอาศัยองค์ความรู้เกี่ยวกับการคัดเลือกและเตรียมวัตถุดิบ การปรุงกลิ่นหอม และทักษะเชิงช่างในการขึ้นรูปและร้อยเรียงให้เป็นพวงอย่างประณีต กระบวนการผลิตสะท้อนถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์และการถ่ายทอดภูมิปัญญาภายในชุมชน

ภาพโดย นราวดี โลหะจินดา
3. การทำแป้งพวงในฐานะงานบุญและการมีส่วนร่วมของชุมชน จากคำบอกเล่าของคนในชุมชน การจัดเตรียมแป้งพวงสำหรับใช้ในประเพณีลากพระอาจใช้เวลาประมาณ 7 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณชิ้นงาน ความซับซ้อนของรูปแบบ และจำนวนผู้มีส่วนร่วม กระบวนการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการจัดเตรียมงานบุญที่อาศัยความร่วมมือของสมาชิกในชุมชน โดยแต่ละคนมีส่วนร่วมตามความถนัด ประสบการณ์ และบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ในอดีต ผู้ชายมักมีบทบาทในการจัดหาวัตถุดิบ เช่น หินขาวหรือหินกำปัง และไม้หวาย ขณะที่ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการเตรียมเนื้อแป้ง การหยอดแป้ง และการร้อยเรียงเป็นพวง อย่างไรก็ตาม การแบ่งหน้าที่ดังกล่าวเป็นข้อมูลที่สะท้อนบริบททางสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง มิใช่รูปแบบที่ตายตัวของทุกครอบครัวหรือสมาชิกทุกกลุ่มในชุมชน
4. คุณค่าทางวัฒนธรรมและสถานการณ์การสืบทอดในปัจจุบัน แป้งพวงเป็นงานหัตถกรรมเครื่องหอมพื้นบ้านที่สะท้อนภูมิปัญญาของชุมชนในการนำทรัพยากรธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับความเชื่อและพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา โดยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรในท้องถิ่น องค์ความรู้ด้านการผลิตเครื่องหอม ทักษะเชิงช่าง และวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับประเพณีลากพระ แป้งพวงจึงมิได้มีคุณค่าเพียงในด้านความงามและการใช้ประดับตกแต่งบุษบกบนเรือพระเท่านั้น แต่ยังเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความศรัทธา และความสามารถในการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมของคนในชุมชน


ธวัชชัย มหาชัย (โนราห์ปอย บ้านตรัง) ได้อนุรักษ์และฟื้นฟูแป้งพวงมรดกภูมิปัญญาคู่กับลากพระลงนาบ้านตรัง
ภาพโดย นราวดี โลหะจินดาและจากเว็บไซต์ (โนราห์ปอย บ้านตรัง)
แป้งพวงมิได้เป็นเพียงเครื่องประดับสำหรับตกแต่งบุษบกบนเรือพระในประเพณีลากพระเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ งานหัตถกรรมเครื่องหอม ความศรัทธาทางพระพุทธศาสนา และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้และทักษะเชิงช่างที่สั่งสมผ่านประสบการณ์และการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง แป้งพวงจึงมีคุณค่าทั้งในมิติประวัติศาสตร์ สังคม ศาสนา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน
การให้สัญญาณและการกำหนดจังหวะในการลากเรือพระลงนา
การให้สัญญาณและกำหนดจังหวะในการลากพระลงนาเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกันของชุมชน ช่วยให้ผู้ร่วมลากออกแรงอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะเมื่อต้องเคลื่อนเรือผ่านท้องนาที่มีสภาพเป็นโคลน พื้นดินเปียกชื้น หรือมีความลาดเอียง ภูมิปัญญานี้จึงมีความสำคัญทั้งในทางปฏิบัติและการสืบทอดวัฒนธรรม
1. ความสำคัญของการให้สัญญาณ การให้สัญญาณช่วยประสานจังหวะและกำลังของผู้ร่วมลากให้สัมพันธ์กัน ทำให้การเคลื่อนเรือพระเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสะท้อนความรู้และประสบการณ์ที่ชุมชนสั่งสมผ่านการปฏิบัติจริง
2. คำเรียกและลักษณะของสัญญาณ จากคำบอกเล่าของคนในชุมชน คำเรียกสัญญาณว่า “ตั้งตี้โย้ๆๆๆๆๆพ่อสะหมาด” คนกำลังลากเรือพระอยู่จะรับว่า “เลนๆๆๆๆ” สัญญาณเหล่านี้ใช้ประสานจังหวะและเตรียมความพร้อมให้ผู้ร่วมลากออกแรงพร้อมกัน มีลักษณะคล้ายการเปล่งเสียงเพื่อกำกับการทำงานเป็นกลุ่ม

3. บทบาทของผู้ให้สัญญาณ ผู้ให้สัญญาณหรือผู้ทำหน้าที่ ต้องอาศัยประสบการณ์ในการพิจารณาจังหวะการเคลื่อนเรือ กำลังของผู้ร่วมลาก และสภาพพื้นที่ เพื่อปรับการส่งเสียงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จากคำบอกเล่า การเปล่งเสียงมีทั้งลักษณะสั้นและยาว ซึ่งเรียกว่า “ปอดเล็ก” และ “ปอดใหญ่” ตามคำเรียกในท้องถิ่น เสียงเหล่านี้มิได้เป็นเพียงคำสั่ง แต่ยังช่วยกระตุ้นความกระตือรือร้นและสร้างความรู้สึกร่วมของกลุ่ม
4. รูปแบบการลากและการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้ให้ข้อมูลบางรายกล่าวถึงรูปแบบการลากที่เรียกว่า “หลากแล่น” หรือ “ลากวิ่ง” ซึ่งเป็นการเคลื่อนเรือพระอย่างรวดเร็วตามจังหวะของกลุ่ม ช่วยเพิ่มความคึกคักให้แก่กิจกรรม
ความสำคัญของพิธีสรงน้ำพระลากต่อวิถีชีวิตและความเชื่อของชุมชนบ้านตรัง
ประเพณีลากพระลงนาของชุมชนบ้านตรังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างความศรัทธาในพระพุทธศาสนา วิถีชีวิตเกษตรกรรม และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยบนบุษบกเรือพระประดิษฐานพระพุทธรูป 2 ปาง ได้แก่ ปางห้ามสมุทรและปางห้ามญาติ เป็นพระพุทธรูปไม้โบราณที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวบ้าน พิธีสรงน้ำพระลาก ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “สรงน้ำพระ” หรือ “อาบน้ำพระ” เป็นองค์ประกอบสำคัญของประเพณี มีความหมายทั้งในด้านการแสดงความเคารพต่อพระพุทธรูป ความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ การขอขมาตามคติท้องถิ่น ตลอดจนการสร้างขวัญกำลังใจและความสามัคคีของชุมชน โดยสามารถพิจารณาความสำคัญได้ 3 มิติ ดังนี้
1. มิติด้านศาสนาและความศรัทธา พิธีสรงน้ำพระลากเป็นการแสดงความเคารพและศรัทธาต่อพระพุทธรูปอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ช่วยเปิดโอกาสให้ชาวบ้านร่วมทำบุญและสืบทอดแนวปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกัน ความเชื่อเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระลากยังช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างผู้คนกับสิ่งที่เคารพนับถือ การขอขมาหรือการเสริมสิริมงคล ชาวบ้านเชื่อว่าพระลากทั้ง 2 องค์มีความศักดิ์สิทธิ์ ในอดีตมีการนำขวดหรือขันไปรองรับน้ำจากพิธีสรงน้ำพระลาก เพื่อนำไปลูบศีรษะหรือใช้ตามความเชื่อในการบรรเทาอาการเจ็บป่วยของบุตรหลาน โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถหาสาเหตุของอาการเจ็บป่วยหรือยังไม่หายจากการรักษาได้ตามที่คาดหวัง


การสรงน้ำพระลากทั้ง 2 องค์เพื่อความเป็นสิริมงคล
ภาพโดย ธวัชชัย มหาชัย (โนราห์ปอย บ้านตรัง)
2. มิติด้านสังคมและความสามัคคี การจัดเตรียมเรือพระ อาหาร และเครื่องประกอบพิธี ตลอดจนการเข้าร่วมกิจกรรมในวันลากพระ ต้องอาศัยความร่วมมือจากสมาชิกหลายช่วงวัยและครอบครัวต่าง ๆ ในชุมชน พิธีสรงน้ำพระลากจึงเป็นพื้นที่แห่งการพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก อีกทั้งช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของประเพณีร่วมกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสืบทอดวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง
3. มิติด้านการสืบทอดวัฒนธรรมระหว่างรุ่น การสืบทอดพระลากไม้โบราณแสดงถึงความพยายามของชุมชนในการรักษาสิ่งที่มีคุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน การเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนร่วมพิธีสรงน้ำพระ เตรียมอาหาร และทำกิจกรรมต่าง ๆ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ทั้งด้านความหมายของพิธีกรรม มารยาททางศาสนา และภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการเรียนรู้และจัดงานจึงเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาความต่อเนื่องของประเพณี


การสรงน้ำพระลากทั้ง 2 องค์เพื่อความเป็นสิริมงคล
ภาพโดย ธวัชชัย มหาชัย (โนราห์ปอย บ้านตรัง)
การตกแต่งเรือพระลากลงนา: รูปแบบสถาปัตยกรรมจตุรมุขและอัตลักษณ์ศิลปกรรมท้องถิ่น
การตกแต่งเรือพระลากลงนาในชุมชนบ้านตรัง เป็นองค์ประกอบสำคัญของประเพณีลากพระที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ภูมิปัญญาช่างพื้นบ้าน และอัตลักษณ์ศิลปกรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะการออกแบบและตกแต่งบุษบกซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระลากให้มีความงดงามและเหมาะสมกับพิธีกรรม รูปแบบบุษบกทรงจตุรมุขบนเรือพระนับเป็นลักษณะเด่นด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น แสดงถึงการประยุกต์รูปแบบสถาปัตยกรรมเข้ากับพาหนะในพิธีกรรม โดยปรับให้สอดคล้องกับวัสดุ ทักษะของช่าง และสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น

การตกแต่งเรือพระลากลงนาในชุมชนบ้านตรัง สะท้อนการผสานความศรัทธาทางพระพุทธศาสนาเข้ากับสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและภูมิปัญญาหัตถกรรม โดยบุษบกทรงจตุรมุขเป็นองค์ประกอบที่ควรศึกษาในด้านรูปแบบและเทคนิคการก่อสร้าง การอนุรักษ์ควรมุ่งรักษาทั้งชิ้นงาน ทักษะช่าง เทคนิคการประดิษฐ์ ศัพท์เฉพาะ และความหมายทางพิธีกรรม ควบคู่กับการถ่ายทอดความรู้ระหว่างรุ่น เพื่อให้ประเพณีลากพระลงนายังคงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตและสืบทอดต่อไปได้อย่างเหมาะสม
การเล่นน้ำและสาดโคลนในประเพณีลากพระลงนา ชุมชนบ้านตรัง: ความบันเทิงและความสัมพันธ์ทางสังคม
การเล่นน้ำและสาดโคลนในประเพณีลากพระลงนา ชุมชนบ้านตรัง เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่เกิดขึ้นควบคู่กับพิธีกรรมทางศาสนา โดยผู้ร่วมขบวนลากพระและสมาชิกในชุมชนจะหยอกล้อและเล่นสนุกกันตามทุ่งนาและเส้นทางที่เรือพระเคลื่อนผ่าน สะท้อนเอกลักษณ์ของประเพณีที่ผสานความศรัทธาทางพระพุทธศาสนาเข้ากับความรื่นเริงและการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น
การละเล่นดังกล่าวมิได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะ หยอกล้อ และกระชับความสัมพันธ์ผ่านประสบการณ์ร่วมในงานบุญ อีกทั้งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างประเพณีทางศาสนา วิถีชีวิตเกษตรกรรม และวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้าน ทั้งนี้ การอธิบายที่มาและความหมายของการละเล่นควรอาศัยคำบอกเล่าของคนในชุมชนประกอบ เพื่อให้เข้าใจลักษณะเฉพาะของประเพณีลากพระลงนาบ้านตรังได้อย่างรอบด้าน



การลากพระลงนาพร้อมการ“เล่นน้ำ สาดโคลน” เพื่อความสนุกสาน
การเล่นน้ำและสาดโคลนเกิดขึ้นระหว่างการลากเรือพระผ่านท้องทุ่งนา โดยผู้ร่วมงานหยอกล้อกันเพื่อสร้างความสนุกสนานและเพิ่มความครึกครื้นให้แก่ขบวนลากพระ กิจกรรมนี้ช่วยผ่อนคลายบรรยากาศของงานบุญและเปิดโอกาสให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันนอกเหนือจากช่วงประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างไรก็ตาม รูปแบบการละเล่นอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลา สภาพพื้นที่ และธรรมเนียมของชุมชน
สถานการณ์การลากเรือพระลงนาบ้านตรังในปัจจุบัน
ปัจจุบัน ประเพณีลากพระลงนาของชุมชนบ้านตรังยังคงจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังวันออกพรรษา อย่างไรก็ตาม การลดลงของประชากรในชุมชนและการย้ายถิ่นฐานของคนรุ่นใหม่เพื่อศึกษาและประกอบอาชีพในพื้นที่อื่น ส่งผลให้การมีส่วนร่วมของคนบางกลุ่มลดลง และอาจทำให้องค์ความรู้หรือขั้นตอนปฏิบัติบางประการ ซึ่งถ่ายทอดผ่านการลงมือทำและคำบอกเล่าจากคนรุ่นก่อน ค่อย ๆ เลือนหายไป
แม้เผชิญความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อ “พ่อแก่เจ้าแสง” อดีตเจ้าอาวาส ยังคงเป็นแรงยึดโยงผู้คนเข้ากับประเพณีและความทรงจำร่วมของชุมชน ประกอบกับความตระหนักในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม ทำให้สมาชิกในชุมชนยังคงร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมงาน ประกอบพิธีกรรม และสืบทอดประเพณีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นบทบาทของความศรัทธาและความร่วมมือของชุมชนในการธำรงรักษาประเพณีท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคม นอกจากนี้ การอัญเชิญเรือพระกลับสู่วัดให้แล้วเสร็จก่อนเที่ยงคืนยังเป็นธรรมเนียมสำคัญที่กำกับการดำเนินประเพณีลากพระลงนา

ภาพโดย ธวัชชัย มหาชัย (โนราห์ปอย บ้านตรัง
สถานการณ์ปัจจุบันของประเพณีลากพระลงนาสะท้อนทั้งความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมและความท้าทายในการสืบทอดองค์ความรู้ระหว่างรุ่น การอนุรักษ์จึงไม่ควรจำกัดเพียงการจัดงานเป็นประจำทุกปี แต่ควรครอบคลุมการบันทึกประวัติและคำบอกเล่าของผู้สูงอายุ การรวบรวมขั้นตอนพิธีกรรมและภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการเตรียมงานและเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์โดยตรง เพื่อให้การสืบทอดประเพณีดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
ธวัชชัย มหาชัย (โนราห์ปอย บ้านตรัง) (2568), บ้านเลขที่ 59/1 หมู่ที่2 ตำบลตรัง อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี, สัมภาษณ์.
บทความโดย ประสิทธิ์ รัตนมณี นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา



