ปรากฏการณ์ชุดรายอ “สีน้ำตาลไหม้” : เทรนด์ ความเชื่อ และเสียงสะท้อนของผู้คน

เมื่อเดือนรอมฎอนใกล้สิ้นสุดลง บรรยากาศในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จะเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากเดือนแห่งการถือศีลอด การละหมาด และการทำความดี ผู้คนจะเริ่มเตรียมตัวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง นั่นคือวันอีดิ้ลฟิตริ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “วันรายอ”

ในช่วงปลายเดือนรอมฎอน เราจะเห็นภาพคุ้นตาของชาวมุสลิมที่ออกมาจับจ่ายซื้อของกันตามตลาด ร้านเสื้อผ้า ร้านรองเท้า ร้านผ้าคลุมศีรษะ และร้านตัดเย็บเสื้อผ้า เพื่อเตรียมชุดสำหรับวันรายอ ซึ่งถือเป็นวันสำคัญหลังจากการถือศีลอดตลอดหนึ่งเดือนเต็ม

ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้มุสลิมแต่งกายอย่างสวยงามในวันอีด โดยเฉพาะการสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและใหม่ เพื่อเป็นการแสดงความยินดีและความขอบคุณต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังจากผ่านเดือนแห่งการฝึกฝนจิตใจและร่างกายมาอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ การแต่งกายต้องอยู่ภายใต้หลักการของศาสนา คือสุภาพ เรียบร้อย และไม่ขัดต่อข้อกำหนดทางศาสนา ด้วยเหตุนี้ วันรายอจึงกลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยสีสันของการแต่งกาย ผู้คนจะสวมเสื้อผ้าใหม่ที่เตรียมไว้ บางคนเลือกตัดชุดใหม่ บางคนซื้อสำเร็จรูปจากร้านค้า เสื้อผ้าของทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ๆ ล้วนถูกจัดเตรียมไว้อย่างพิถีพิถัน

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของรอมฎอน ตลาดเสื้อผ้าในพื้นที่จะคึกคักเป็นพิเศษ ร้านค้าหลายแห่งนำชุดรายอมาตั้งโชว์หน้าร้าน บางร้านมีคอลเลกชันพิเศษสำหรับเทศกาลรายอโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นบาจูมลายูสำหรับผู้ชาย ชุดบาจูกุรงสำหรับผู้หญิง รวมถึงชุดเด็กที่ออกแบบมาให้เข้ากับธีมของปี

สิ่งที่น่าสนใจในปีนี้ ปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 คือกระแสของ “สีน้ำตาลไหม้” ที่กำลังมาแรงอย่างเห็นได้ชัด

หากเราเดินไปตามตลาด ร้านขายเสื้อผ้า หรือแม้แต่เลื่อนดูในสื่อโซเชียลมีเดีย จะพบว่าสีนี้ปรากฏอยู่แทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นชุดรายอสำหรับผู้หญิง ผู้ชาย หรือเด็ก ๆ ร้านค้าหลายแห่งนำเสื้อผ้าสีน้ำตาลไหม้มาตั้งโชว์หน้าร้านอย่างโดดเด่น จนกลายเป็นสีที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปีนี้

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สีน้ำตาลไหม้ได้รับกระแสตอบรับที่ดี คือหลายคนมองว่าสีนี้เป็นสีที่ใส่ง่ายและเข้ากับหลายโอกาส สีน้ำตาลเป็นโทนสีที่ไม่ฉูดฉาด ดูสุภาพ และเข้ากับสีผิวของผู้คนในพื้นที่ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง หรือเด็ก ๆ

ในมุมของการออกแบบ สีในกลุ่ม Earth Tone เช่น น้ำตาล ทราย หรือสีดิน มักให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นธรรมชาติ และดูเรียบง่าย นักออกแบบจำนวนมากมองว่าสีโทนนี้ช่วยให้เสื้อผ้าดูสุภาพและมีความสง่างามโดยไม่ดึงดูดสายตามากเกินไป และในด้านจิตวิทยาของสี สีน้ำตาลยังถูกอธิบายว่าเป็นสีที่สื่อถึง ความมั่นคง ความเรียบง่าย ความอบอุ่น และความน่าเชื่อถือ จึงเป็นสีที่ถูกใช้ในงานออกแบบแฟชั่นและการตกแต่งในหลายวัฒนธรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อสีน้ำตาลไหม้กลายเป็นกระแสในปีนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยจะรู้สึกว่าสีนี้ดูสุภาพ ใส่ง่าย และเหมาะกับบรรยากาศของเทศกาลรายอ

ในวงการออกแบบโดยทั่วไป เรามักคุ้นเคยกับแนวคิดเรื่อง “สีแห่งปี” ซึ่งมักถูกประกาศโดยองค์กรด้านสีระดับโลก เช่น Pantone ที่จะกำหนดสีหลักของปีเพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจในวงการแฟชั่น การออกแบบ และการตลาด แต่สำหรับกระแสสีรายอในสามจังหวัดชายแดนใต้ ดูเหมือนว่าจะมีที่มาแตกต่างออกไป มีการพูดถึงกันว่า สีที่ถูกใช้เป็นธีมของปีอาจมาจากการกำหนดโดยองค์กรหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นองค์กรใด บางคนกล่าวว่าอาจเกิดจากการโหวตหรือการตกลงกันในบางกลุ่ม แต่ก็ไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าการโหวตนั้นเกิดขึ้นที่ไหนหรืออย่างไร

อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งที่น่าสนใจคือ การกำหนดสีอาจมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมของกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้านต่าง ๆ ในช่วงก่อนวันรายอ หลายหมู่บ้านในพื้นที่จะมีการรวมตัวของกลุ่มเยาวชนที่เรียกว่า Permuda Permudi หรือกลุ่มเยาวชนชายหญิงของชุมชน เพื่อจัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคมและเตรียมต้อนรับเทศกาลรายอ หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการสร้าง “ปินตูกรือบัน Pintu Gerbang Raya” หรือประตูชัยต้อนรับวันรายอ ซึ่งมักตั้งอยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้านการสร้างปินตูเกอแบไม่ใช่เพียงกิจกรรมตกแต่งสถานที่ แต่ยังเป็นกิจกรรมที่สะท้อนถึงความร่วมมือของคนในชุมชน เยาวชนจะช่วยกันออกแบบ ตกแต่ง และกำหนดธีมของหมู่บ้านในปีนั้น บางหมู่บ้านอาจเลือกใช้สีเดียวกันเพื่อสร้างเอกภาพและความสวยงาม จากแนวคิดการใช้สีเดียวกันในหมู่บ้าน จึงมีผู้เสนอว่า หากทั้งสามจังหวัดใช้สีเดียวกันในปีหนึ่ง ๆ ก็น่าจะสร้างบรรยากาศที่น่าสนใจและเป็นเอกภาพมากขึ้น จึงเริ่มมีการพูดถึง “สีรายอของปี” ขึ้นมา

ในช่วงประมาณสามถึงสี่ปีที่ผ่านมา เราจะเริ่มเห็นปรากฏการณ์ของการกำหนดสีรายอในพื้นที่สามจังหวัด โดยบางปีมีการระบุแยกกันว่า ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสควรใช้สีอะไร แต่ในปีนี้ถือว่าแตกต่างออกไป เพราะมีการพูดถึงสีแบบ “องค์รวม” ที่ใช้ร่วมกันทั้งพื้นที่ นั่นคือ สีน้ำตาลไหม้

เมื่อกระแสสีเริ่มถูกพูดถึง ร้านค้าต่าง ๆ ก็เริ่มปรับตัวตามเทรนด์ทันที ร้านขายเสื้อผ้าหลายแห่งนำเสื้อผ้าสีน้ำตาลไหม้มาจำหน่ายเป็นพิเศษ บางร้านถึงกับออกคอลเลกชันเฉพาะสำหรับสีนี้ แม้แต่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าก็ได้รับอิทธิพลจากกระแสดังกล่าว ลูกค้าหลายคนเลือกสั่งตัดชุดในโทนสีนี้เพื่อให้เข้ากับธีมของปี ทำให้บางร้านมีลูกค้าสั่งตัดจำนวนมากจนต้องปิดรับงานก่อนกำหนด

ในบางพื้นที่ ร้านค้าต้องติดป้ายว่า “สีน้ำตาลไหม้หมดแล้ว” เนื่องจากสินค้าขายดีเกินคาด อย่างไรก็ตาม กระแสสีรายอในปีนี้ก็ไม่ได้มีแต่เสียงตอบรับในเชิงบวกเท่านั้น ในสื่อโซเชียลมีเดีย มีการแสดงความคิดเห็นหลากหลายเกี่ยวกับการกำหนดสีรายอ บางคนตั้งคำถามว่า ใครเป็นผู้กำหนดสีนี้ และทำไมผู้คนจึงต้องใส่สีเดียวกัน

ความคิดเห็นหนึ่งที่ถูกแชร์กันในโลกออนไลน์กล่าวว่า

อีกความคิดเห็นหนึ่งสะท้อนมุมมองในเชิงความทรงจำว่า

สำหรับบางคน การกำหนดสีเดียวกันอาจทำให้ความตื่นเต้นของวันรายอลดลง เพราะทุกคนรู้ล่วงหน้าว่าสีหลักของปีคืออะไร

ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ให้ความเห็นในเชิงหลักการศาสนาว่า

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มเยาวชนหลายเพจก็ยังคงรณรงค์ให้ผู้คนใส่เสื้อสีเดียวกัน เพื่อสร้างความรู้สึกของความเป็นหนึ่งเดียวกันในชุมชน เมื่อมองในมุมนี้ การกำหนดสีรายอก็มีข้อดีของมันเช่นกัน เพราะสามารถสร้างเอกลักษณ์ร่วมของสังคม และทำให้เกิดภาพจำของปีนั้น ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ความหลากหลายของการแต่งกายก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของวันรายอ

ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกซื้อเสื้อผ้าสำหรับวันรายอควรเป็นเรื่องของความสุขส่วนบุคคล บางคนอาจเลือกตามกระแส บางคนอาจเลือกสีที่ตัวเองชอบ หรือบางคนอาจเลือกชุดที่เหมาะสมกับกำลังทรัพย์ของครอบครัว สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเฉลิมฉลองวันรายอควรสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของศาสนา คือความเรียบง่าย ความดีงาม และความสุขร่วมกันในครอบครัวและชุมชน บางคนอาจเลือกใส่สีน้ำตาลไหม้ตามกระแสของปีนี้ บางคนอาจยังคงเลือกสีโปรดของตัวเองเหมือนทุกปี บางคนอาจเลือกสีที่สะท้อนตัวตน หรือสีที่ครอบครัวชอบร่วมกัน เพราะในความจริงแล้ว วันรายอไม่เคยมีเพียงสีเดียว หากแต่เต็มไปด้วยสีสันของผู้คน ความทรงจำ และความสุขที่แตกต่างกันไปในแต่ละบ้าน และเมื่อวันรายอมาถึง ท่ามกลางผู้คนที่แต่งกายอย่างสวยงามหลากหลายสีสัน แล้วคุณละ… ปีนี้เลือกใส่สีอะไรในวันรายอ


ผู้เขียน:
ซันนูซี การีจิ นักวิชาการอุดมศึกษา
นักเขียนมือใหม่ที่ชอบสังเกตเรื่องราววัฒนธรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เขียนไป เรียนรู้ไป
หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนยินดีน้อมรับคำแนะนำเพื่อพัฒนาการเขียนต่อไป
sannusee.k@psu.ac.th

Scroll to Top