ความหมายและที่มาของผ้ากฐิน
คำว่า “กฐิน” มีความหมายเดิมว่า ไม้สะดึง ซึ่งเป็นกรอบไม้สำหรับขึงผ้าให้ตึง เพื่อสะดวกต่อการตัดเย็บ เนื่องจากในสมัยโบราณการจัดทำผ้าจีวรมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือและวิธีการเย็บ โดยต้องนำผ้าหลายชิ้นมาเย็บต่อกันให้มีลักษณะเป็นผืนคล้ายคันนาของชาวแคว้นมคธ จึงจำเป็นต้องใช้ไม้สะดึงเป็นอุปกรณ์ช่วยในการขึงผ้าให้ตึง ผ้าที่จัดทำขึ้นโดยอาศัยไม้สะดึงดังกล่าวและนำไปถวายแก่พระภิกษุผู้รับกฐิน จึงเรียกว่า “ผ้ากฐิน” แม้ในปัจจุบันการตัดเย็บผ้าจะพัฒนาไปตามเทคโนโลยีและไม่จำเป็นต้องใช้ไม้สะดึงเช่นในอดีตแล้วก็ตาม โดยระยะแรก การจัดทำผ้าจีวรเป็นกิจของพระภิกษุที่ต้องร่วมมือกันจัดหาผ้าจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งไม่มีผู้ครอบครองหรือแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น ผ้าจากศพและผ้าที่ทิ้งไว้ตามกองขยะ จากนั้นนำมาทำความสะอาด พิจารณาผ่านกระบวนการบังสุกุล ก่อนนำมาตัดเย็บต่อกันเป็นผืนจีวรและย้อมสีก่อนนำไปใช้ ทั้งนี้ การจัดทำผ้ากฐินตามพระวินัยมีกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยพระภิกษุต้องร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งสะท้อนถึงความสามัคคี ความร่วมมือ และการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด
มูลเหตุและความเป็นมาของประเพณีทอดกฐินตามพระไตรปิฎก
ในพระไตรปิฎก หมวดกฐินขันธกะ กล่าวถึงมูลเหตุแห่งการอนุญาตให้พระภิกษุรับผ้ากฐินไว้ว่า ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ขณะนั้นมีพระภิกษุชาวเมืองปาฐาจำนวน 30 รูป มีความประสงค์จะเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่เมื่อเดินทางมาถึงเมืองสาเกต ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงสาวัตถีประมาณ 6 โยชน์ (96 กิโลเมตร) ก็ใกล้ถึงช่วงเข้าพรรษา จึงตัดสินใจจำพรรษาอยู่ ณ เมืองสาเกต เมื่อออกพรรษาและปวารณาแล้ว พระภิกษุทั้ง 30 รูปจึงรีบเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นยังเป็นช่วงปลายฤดูฝน มีฝนตกชุกและเส้นทางเต็มไปด้วยน้ำและโคลนตม ส่งผลให้จีวรของพระภิกษุเปียกชื้นและเปรอะเปื้อนจากการเดินทาง
เมื่อพระภิกษุทั้ง 30 รูปเดินทางถึงเชตวันมหาวิหารและเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอบถามถึงความเป็นอยู่และการเดินทาง จึงทรงทราบถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้น รวมทั้งความตั้งใจที่จะเดินทางมาเข้าเฝ้าโดยไม่รอช้า พระพุทธองค์จึงทรงพิจารณาถึงความจำเป็นในการจัดหาผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนและใช้ประโยชน์ของพระภิกษุ จึงทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระสงฆ์รับผ้ากฐินได้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของพระวินัยว่าด้วยการกรานกฐินในพระพุทธศาสนา
สำหรับระยะเวลาการถวายผ้ากฐินกำหนดไว้ภายใน 1 เดือน หลังวันออกพรรษา คือ ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเรียกว่า กฐินกาล โดยมีนางวิสาขาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการถวายผ้ากฐินตามพระบรมพุทธานุญาตในยุคแรกของพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ การรับกฐินเป็นสังฆกรรมที่ต้องดำเนินการตามพระวินัย โดยวัดที่จะรับกฐินได้ต้องมีพระภิกษุจำพรรษาครบถ้วนตลอดไตรมาส และต้องมีพระสงฆ์ผู้เข้าร่วมสังฆกรรมตามองค์ประชุมที่พระวินัยกำหนด โดยทั่วไปต้องมีพระภิกษุอย่างน้อย 5 รูป ประกอบด้วยพระภิกษุผู้รับผ้ากฐิน 1 รูป และพระภิกษุผู้ร่วมเป็นองค์สงฆ์อีก 4 รูป เพื่อดำเนินการกรานกฐินให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
ประเภทของประเพณีทอดกฐินในประเทศไทย
ประเพณีการทำบุญทอดกฐินในประเทศไทยมีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยมีหลักฐานการปฏิบัติสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย และได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งในส่วนที่พระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและส่วนที่ประชาชนทั่วไปจัดขึ้นตามศรัทธา โดยสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ กฐินหลวง และ กฐินราษฎร์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. กฐินหลวง กฐินหลวง หมายถึง กฐินที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นเพื่อถวายแด่พระสงฆ์ ณ พระอารามหลวง โดยมีพระอารามหลวงที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ยังมีการพระราชทานผ้ากฐินแก่กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กร คณะบุคคล หรือบุคคลทั่วไปที่ขอรับพระราชทานผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อนำไปถวาย ณ พระอารามหลวงที่ได้รับพระราชทาน โดยเรียกว่า “กฐินพระราชทาน” ส่วนกรณีที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้ากฐิน ณ วัดใดตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าจะเป็นพระอารามหลวงหรือวัดราษฎร์ เรียกว่า “กฐินต้น”
2. กฐินราษฎร์ หมายถึง กฐินที่ประชาชนหรือพุทธศาสนิกชนทั่วไปจัดขึ้นตามกำลังศรัทธาและความพร้อมของแต่ละบุคคลหรือคณะ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
2.1 มหากฐิน เป็นการนำผ้าไตรจีวรที่จัดเตรียมและตัดเย็บสำเร็จเรียบร้อยแล้วไปถวายแด่พระสงฆ์ ณ วัดที่มีพระภิกษุจำพรรษาครบถ้วนตามพระวินัย ถือเป็นรูปแบบการทอดกฐินที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยทั่วไปมักเรียกสั้น ๆ ว่า “กฐิน” ทั้งนี้ หากมีการรวมกลุ่มบุคคลหรือหลายภาคส่วนร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ตลอดจนร่วมบริจาคทรัพย์และจัดเตรียมเครื่องบริวารกฐิน เรียกว่า “กฐินสามัคคี”
2.2 จุลกฐิน เป็นการทอดกฐินที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากกฐินทั่วไป โดยผ้าที่นำมาถวายไม่ได้จัดเตรียมเป็นผ้าไตรจีวรสำเร็จรูป แต่ต้องเริ่มกระบวนการผลิตตั้งแต่การเก็บฝ้าย การปั่นฝ้าย การทอเป็นผืนผ้า การตัดเย็บ และการย้อมสี จนสำเร็จเป็นผ้าไตรจีวรเพื่อถวายแด่พระสงฆ์ โดยทุกขั้นตอนต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเร่งให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว จุลกฐินจึงสะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจ ความสามัคคี และภูมิปัญญาด้านการทอผ้าของชุมชน นิยมจัดขึ้นในช่วงปลายกฐินกาล โดยเฉพาะวันขึ้น 14 หรือ 15 ค่ำ เดือน 12
ขั้นตอนการขอรับพระราชทานผ้ากฐินและการเตรียมพิธีทอดกฐิน
ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร (วัดตุยง)
วัดมุจลินทวาปีวิหาร (วัดตุยง) เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ การทอดกฐินของวัดจึงดำเนินการในรูปแบบ กฐินพระราชทาน โดยในแต่ละปีจะมีหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลผู้มีจิตศรัทธาขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินเพื่อนำมาถวายแด่พระสงฆ์ ณ วัดแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินงานและการเตรียมพิธีการ ดังนี้
1. การประสานงานกับวัด ผู้ประสงค์จะเป็นเจ้าภาพควรติดต่อเจ้าอาวาสเพื่อสอบถามความพร้อม กำหนดการ และรายละเอียดการจัดพิธีทอดกฐินเบื้องต้น
2. การจองและขอรับพระราชทานผ้ากฐิน ดำเนินการประสานและยื่นความประสงค์ขอรับพระราชทานผ้ากฐินผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ ในปีที่ไม่มีหน่วยงานหรือบุคคลแสดงความประสงค์เป็นเจ้าภาพ โดยทั่วไปผู้ว่าราชการจังหวัดอาจรับเป็นเจ้าภาพดำเนินการแทน
3. การกำหนดวันถวายผ้าพระกฐิน เมื่อได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินแล้ว ควรกำหนดวันถวายภายหลังวันแรม 6 ค่ำ เดือน 11 หรือภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดแห่งแรกแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติและกำหนดการที่เกี่ยวข้อง
4. การเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ประกอบพิธี เจ้าภาพต้องประสานงานกับทางวัดเพื่อจัดเตรียมสถานที่และเครื่องประกอบพิธีให้พร้อม เช่น เครื่องสักการะพระรัตนตรัย อาสนะสำหรับพระสงฆ์ โต๊ะประดิษฐานพานแว่นฟ้าสำหรับผ้าพระกฐิน พานเทียนพระปาฏิโมกข์ โต๊ะวางเครื่องบริขารพระกฐินและเครื่องไทยธรรม ตลอดจนเก้าอี้สำหรับประธานและผู้เข้าร่วมพิธี ทั้งนี้ โดยทั่วไปพระภิกษุและสามเณรของวัดจะมีบทบาทสำคัญในการจัดเตรียมสถานที่และอำนวยความสะดวกด้านพิธีการร่วมกับเจ้าภาพ
การกำหนดวันทอดกฐิน การประชาสัมพันธ์ และการเตรียมงานประเพณีทอดกฐิน ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร
การกำหนดวันและเวลาจัดพิธีทอดกฐินประจำปีของวัดมุจลินทวาปีวิหาร (วัดตุยง) ดำเนินการโดยความร่วมมือระหว่างคณะเจ้าภาพ คณะกรรมการวัด และคณะกรรมการชุมชน เพื่อพิจารณาความพร้อมและกำหนดวันจัดงานให้เหมาะสม โดยวันทอดกฐินมิได้กำหนดเป็นวันตายตัว แต่ยึดตามความพร้อมและข้อตกลงร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งนี้ ตามธรรมเนียมจะกำหนดจัดพิธีภายหลังวันแรม 6 ค่ำ เดือน 11 หรือเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดแห่งแรกแล้ว การประชาสัมพันธ์และการบอกบุญ เป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการเชิญชวนพุทธศาสนิกชนให้เข้าร่วมงาน โดยมีการจัดพิมพ์ใบฎีกากฐินเพื่อเผยแพร่ไปยังวัดต่าง ๆ ให้เจ้าอาวาสช่วยประชาสัมพันธ์และบอกบุญแก่พุทธศาสนิกชนในพื้นที่ นอกจากนี้ คณะเจ้าภาพ คณะลูกศิษย์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีจิตศรัทธาต่อวัดมุจลินทวาปีวิหาร ยังร่วมกันนำใบฎีกาไปบอกบุญแก่ญาติพี่น้อง เพื่อน และบุคคลใกล้ชิด เพื่อระดมพลังศรัทธาและเชิญชวนให้เข้าร่วมพิธี โดยมีข้อความสำคัญในใบฎีกาว่า
“เชิญร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร (วัดตุยง) พระอารามหลวง ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้แก่ (ชื่อประธานผู้รับพระราชทานผ้ากฐิน) ขอเชิญชาวปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียงร่วมอนุโมทนาบุญโดยทั่วกัน”
การเตรียมสถานที่และกิจกรรมประกอบงาน ดำเนินการโดยคณะกรรมการวัด พระภิกษุ และสามเณร ร่วมกันวางแผนและแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละฝ่าย เพื่อให้การจัดงานและพิธีกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะเดียวกัน กิจกรรมเสริมบรรยากาศงานบุญและการจัดเตรียมอาหารสำหรับพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงาน จะอาศัยความร่วมมือระหว่างวัดกับประธานชุมชนต่าง ๆ โดยมีการประชุมหารือและกำหนดบทบาทร่วมกัน ทั้งนี้ การทอดกฐินประจำปีของวัดมุจลินทวาปีวิหารมีรูปแบบที่โดดเด่นด้วยขบวนแห่ผ้าพระกฐิน ซึ่งประกอบด้วยขบวนกลองยาวและขบวนนางรำ สร้างสีสันและบรรยากาศแห่งความศรัทธาและความสามัคคีของชุมชน
การจัดเตรียมอาหารและการต้อนรับผู้มาร่วมงาน เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชน โดยประธานแต่ละชุมชนจะรับผิดชอบประสานงานและจัดเตรียมอาหารคาวและอาหารหวานตามความถนัดของแต่ละกลุ่ม มีการประชุมตกลงแบ่งประเภทอาหารล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนและให้มีอาหารหลากหลายชนิดอย่างเพียงพอสำหรับผู้มาร่วมงาน อาหารจะนำมาจัดบริการเป็นซุ้มบริเวณหอฉัน โดยแต่ละคณะมีผู้รับผิดชอบคอยให้บริการตลอดงาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พุทธศาสนิกชนอย่างทั่วถึง การดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการต้อนรับผู้มาร่วมงานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือ ความเสียสละ และความสามัคคีของชุมชนชาวพุทธ ตลอดจนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างวัดกับชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมพิธีทอดกฐินเป็นอย่างยิ่ง
พิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทานและเครื่องบริวารกฐิน
ก่อนวันประกอบพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ในเวลาประมาณ 16.00 น. จะมีการจัดพิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทาน พร้อมเครื่องบริวารกฐินและเครื่องไทยธรรม โดยมีประธานเจ้าภาพ ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธี เพื่อความเป็นสิริมงคลและแสดงความเคารพต่อพระรัตนตรัย พิธีประกอบด้วยลำดับขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล จากนั้นเจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร และพระสงฆ์จำนวน 9 รูปเจริญพระพุทธมนต์ เมื่อเสร็จสิ้น ประธานในพิธีจุดเทียนน้ำมนต์และยกประเคนแด่ประธานสงฆ์ ต่อด้วยประธานและผู้เข้าร่วมพิธีร่วมกันถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ จากนั้นพระสงฆ์อนุโมทนา ผู้เข้าร่วมพิธีกรวดน้ำรับพร และกราบลาพระรัตนตรัย เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีสมโภช พิธีดังกล่าวนอกจากเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานแล้ว ยังสะท้อนถึงความศรัทธาและการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการสืบสานประเพณีทางพระพุทธศาสนาอีกด้วยครับ
ประเพณีการทอดกฐิน ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร: ขั้นตอนและรูปแบบพิธีกรรม
โดยหลักการแล้ว ประเพณีการทอดกฐินมีรูปแบบและสาระสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่คล้ายคลึงกันทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ขณะที่กิจกรรมประกอบพิธีอาจมีความแตกต่างกันตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะกิจกรรมเสริมที่มีลักษณะกึ่งบันเทิง ซึ่งช่วยสร้างสีสัน ความสนุกสนาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน วัดมุจลินทวาปีวิหารเป็นวัดเก่าแก่ที่มีพุทธศาสนิกชนและลูกศิษย์ให้ความเคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก การจัดงานทอดกฐินในแต่ละปีจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังมีกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมเข้ามาหนุนเสริม ทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความศรัทธาและความสามัคคีของชุมชน ในช่วงเช้าของวันทอดกฐิน พุทธศาสนิกชนจากพื้นที่ต่าง ๆ จะทยอยเดินทางมาร่วมงาน บางกลุ่มเดินทางมาเป็นหมู่คณะพร้อมพุ่มกฐิน โดยองค์ผ้าพระกฐินพระราชทานและพุ่มกฐินจะนำมาประดิษฐานรวมกันภายในศาลานันทิโย ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของวัด อาทิ การสวดมนต์ การฟังธรรมเทศนาในวันพระ และการประกอบศาสนพิธีต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมขบวนแห่ผ้าพระกฐินในช่วงบ่าย

นำมาวางด้านหน้าภายในศาลานันทิโย พร้อมด้วยบริวารของคณะเจ้าภาพ และพุ่มกฐิน


มาหยุดบริเวณหน้ามณฑปรูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส
กิจกรรมขบวนแห่กฐินในช่วงเช้า เริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 10.00 น. โดยความร่วมมือของประธานชุมชนและพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ซึ่งร่วมกันจัดขบวนกลองยาวและขบวนรำเพื่อสร้างสีสันและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง ขบวนเริ่มเคลื่อนจากบริเวณหน้าวัดไปยังมณฑปประดิษฐานรูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส เพื่อประกอบกิจกรรมแสดงความเคารพและขอพรตามความเชื่อของชุมชน รวมทั้งเป็นการต้อนรับการอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ซึ่งเป็นพระราชทานแทนพระองค์ ตลอดจนต้อนรับพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาร่วมงาน เมื่อขบวนมาถึงบริเวณหน้ามณฑป ผู้นำขบวนจะนำคณะรำแสดงความเคารพและขอพรจากรูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส ก่อนสิ้นสุดกิจกรรมแห่กฐินในช่วงเช้า
การเคลื่อนขบวนแห่องค์พระกฐินรอบพระอุโบสถ
เวลา 12.30 น. เป็นฤกษ์ยามในการเริ่มเคลื่อนขบวนแห่องค์พระกฐินอย่างเป็นทางการ โดยตั้งขบวนบริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ ขั้นตอนการประกอบพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานดำเนินไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่กรมการศาสนากำหนด ขณะที่รูปแบบขบวนแห่สามารถปรับให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์และบริบททางวัฒนธรรมของแต่ละวัดได้ โดยประธานในพิธีและผู้ร่วมงานร่วมกันอัญเชิญองค์พระกฐินเวียนประทักษิณรอบพระอุโบสถ 3 รอบ เพื่อแสดงความเคารพและระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ทั้งนี้ ขบวนแห่ของวัดมุจลินทวาปีวิหารมีคณะกลองยาวนำหน้าขบวน ส่วนบางวัดอาจใช้วงดุริยางค์หรือรูปแบบดนตรีอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งสะท้อนการผสมผสานระหว่างพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนากับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น


พร้อมด้วยคณะกลองยาวจากชุมชนโคกดีปลี มาสร้างครึกครื้น


ชุดสากลนิยมหรือสุภาพ ถัดมาจะเป็นพุ่มกฐินคณะเจ้าภาพ และประชาชนทั่วไปเดินสุดท้ายขบวนกฐิน
ประเพณีทอดกฐิน : ขั้นตอนพิธีกรรมภายในอุโบสถ
ภายหลังเสร็จสิ้นการเวียนขบวนแห่องค์พระกฐินรอบพระอุโบสถ 3 รอบ โฆษกจะประกาศกำหนดการและชี้แจงลำดับขั้นตอนการประกอบพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ซึ่งดำเนินตามแนวปฏิบัติของกรมการศาสนา โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
1. การอัญเชิญองค์พระกฐินและผ้าไตรพระราชทานเข้าสู่พระอุโบสถ ตัวแทนพระองค์อัญเชิญองค์พระกฐินเข้าสู่พระอุโบสถ พร้อมด้วยพุ่มกฐินของคณะเจ้าภาพและพุทธศาสนิกชน ขณะเดียวกัน ประธานผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐินจะยืนถือผ้าไตรบริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประดิษฐานอยู่ในบริเวณพิธี เพื่อประกอบการมอบผ้าไตรพระราชทานให้แก่ประธานผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐิน ในระหว่างนั้น วงดุริยางค์จะบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี หรือใช้บทเพลงจากสื่อบันทึกเสียงตามความเหมาะสม โดยพุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมพิธีจะยืนตรงเพื่อแสดงความเคารพ เมื่อเสร็จสิ้นบรรเลงเพลง ประธานจะอัญเชิญผ้าไตรเข้าสู่พระอุโบสถ และนำไปวางบนพานแว่นฟ้าบริเวณด้านหน้าพระสงฆ์รูปที่ 2


ผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐิน
2. การบูชาพระรัตนตรัยและถวายผ้าห่มพระประธาน ประธานผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐินจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัยบริเวณหน้าพระประธานภายในพระอุโบสถ จากนั้นอัญเชิญผ้าห่มพระราชทานมอบให้เจ้าหน้าที่นำไปห่มองค์พระประธาน สำหรับพระประธานภายในพระอุโบสถแห่งนี้ มีประวัติความเป็นมาว่า ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนหัวเมืองทางภาคใต้ ทรงพบว่าพระอุโบสถยังไม่มีพระประธาน จึงมีพระราชดำริให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพดำเนินการจัดหาและอัญเชิญพระประธานมาประดิษฐานไว้ภายในพระอุโบสถ นอกจากนี้ ตามธรรมเนียมการทอดกฐินพระราชทานของวัด ยังมีการถวายผ้าห่มพระราชทานเพื่อเปลี่ยนผ้าห่มองค์พระประธานเป็นประจำทุกปี


ให้กับพระประธานภายในพระอุโบสถ
3. การถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประธานผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐินยกผ้าพระกฐินขึ้นประคองไว้ในมือ พร้อมพนมมือหันหน้าไปทางพระประธาน กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยด้วยบทนะโม 3 จบ จากนั้นหันหน้าไปทางพระสงฆ์และกล่าวคำถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ดังนี้
“ผ้าพระกฐินทานกับทั้งผ้าอานิสงส์บริวารทั้งปวงนี้ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กอปรด้วยพระราชศรัทธา โปรดเกล้าฯ ให้ (ประธานผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐิน) น้อมนำมาถวายแด่พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษากาลถ้วนไตรมาสในอาวาสวิหารนี้ ขอพระสงฆ์จงรับผ้าพระกฐินพระราชทานนี้ กระทำกฐินัตถารกิจตามพระบรมพุทธานุญาตนั้นเทอญ”
ทั้งนี้ หากผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐินเป็นกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การต่าง ๆ จะปรับถ้อยคำในคำถวายให้สอดคล้องกับชื่อหน่วยงานผู้รับพระราชทาน เมื่อกล่าวคำถวายเสร็จแล้ว ประธานจะวางผ้าพระกฐินบนพานแว่นฟ้า ก่อนยกประเคนถวายพระภิกษุรูปที่ 2 ตามธรรมเนียมปฏิบัติของพิธี เนื่องจากพระสงฆ์รูปดังกล่าวทำหน้าที่เป็นผู้อุปโลกน์กฐิน จากนั้นประธานจะประเคนเทียนพระปาฏิโมกข์ แล้วจึงเข้าประจำที่นั่ง ระหว่างที่ประธานเข้าสู่บริเวณประกอบพิธี ผู้เข้าร่วมพิธีทั้งหมดจะยืนแสดงความเคารพ และนั่งลงพร้อมกันเมื่อประธานนั่งเรียบร้อยแล้ว


เสร็จแล้วนำมาถวายพระสงฆ์รูปที่ 2
4. พิธีอุปโลกน์กฐินและการพิจารณาพระภิกษุผู้ครองผ้าพระกฐิน ภายหลังการถวายผ้าพระกฐิน พระสงฆ์จะประกอบพิธีอุปโลกน์กฐิน โดยมีพระภิกษุรูปหนึ่งทำหน้าที่กล่าวสอบถามความเห็นชอบจากที่ประชุมสงฆ์ เพื่อพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้สมควรเป็นผู้ครองผ้าพระกฐิน ซึ่งควรเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ รอบรู้พระธรรมวินัย และสามารถดำเนินการกรานกฐินได้อย่างถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาต โดยมีบทกล่าวอุปโลกน์กฐิน ดังนี้
“ผ้าพระกฐินทานกับทั้งผ้าอานิสังสบริวารทั้งปวงนี้ เป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วย (ประธานผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐิน) ผู้ประกอบด้วยศรัทธา อุตสาหะ พร้อมเพรียงกันนำมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาสในอาวาสนี้ ก็แลผ้าพระกฐินทานนี้เป็นของบริสุทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศแล้วตกลงในที่ประชุมสงฆ์ จะได้จำเพาะเจาะจงลงว่าเป็นของพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้ มีพระบรมพุทธานุญาตไว้ว่า ให้พระสงฆ์ทั้งปวงยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง เพื่อจะทำซึ่งกฐินัตถารกิจตามพระบรมพุทธานุญาต และมีคำพระอรรถกถาจารย์ผู้รู้พระบรมพุทธาธิบายสังวรรณนาไว้ว่า ภิกษุใดประกอบด้วยศีลสุตาธิคุณ มีสติปัญญาสามารถ รู้ธรรม 8 ประการมีบุพกิจเป็นต้น ภิกษุนั้นจึงสมควรเพื่อจะกระทำกฐินัตถารกิจตามพระบรมพุทธานุญาต บัดนี้ พระสงฆ์ทั้งปวงจะเห็นสมควรแก่ภิกษุรูปใด จงพร้อมกันยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปนั้นเทอญ”
จากนั้น พระภิกษุอีกรูปหนึ่งจะกล่าวเสนอชื่อพระภิกษุผู้สมควรเป็นผู้ครองผ้าพระกฐิน เพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมสงฆ์ ซึ่งมีบทกล่าวเสนอชื่อและขอมติจากที่ประชุมสงฆ์ ดังนี้
“ผ้าพระกฐินทานกับทั้งผ้าอานิสังสบริวารทั้งปวงนี้ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นสมควรแก่ (ชื่อพระสงฆ์) เป็นผู้มีสติปัญญาสามารถ เพื่อกระทำกฐินัตถารกิจให้ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาตได้ ถ้าพระภิกษุรูปใดเห็นไม่สมควร จงทักท้วงขึ้นในท่ามกลางระหว่างสงฆ์ ถ้าเห็นสมควรแล้วไซร้ จงให้สัททสัญญาสาธุการขึ้นให้พร้อมกันเทอญ”
เมื่อกล่าวจบ จะเว้นระยะเพื่อเปิดโอกาสให้พระภิกษุในที่ประชุมแสดงความเห็น หากไม่มีผู้ใดคัดค้าน พระสงฆ์จะกล่าวคำว่า “สาธุ” พร้อมกัน เพื่อแสดงความเห็นชอบต่อการคัดเลือกพระภิกษุผู้ครองผ้าพระกฐิน แต่หากมีพระภิกษุรูปใดทักท้วง จะต้องพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุรูปอื่นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามพระธรรมวินัย ทั้งนี้ การคัดเลือกผู้ครองผ้าพระกฐินมีความสำคัญต่อความสมบูรณ์ของพิธีกรานกฐิน เนื่องจากหากดำเนินการไม่ถูกต้องตามพระวินัย อาจส่งผลให้กฐินไม่สมบูรณ์หรือเกิดกรณีที่เรียกว่า “กฐินเดาะ” และกระทบต่อการได้รับอานิสงส์กฐินของพระสงฆ์ภายในอาวาส
เมื่อที่ประชุมสงฆ์มีมติเห็นชอบแล้ว พระภิกษุทั้ง 2 รูปซึ่งทำหน้าที่อุปโลกน์จะดำเนินการสวดประกาศเป็นภาษาบาลีตามขั้นตอนของพิธีสงฆ์ เรียกว่า “ญัตติทุติยกรรม” เพื่อแต่งตั้งพระภิกษุผู้ได้รับเลือกให้เป็นผู้ครองผ้าพระกฐิน จากนั้นจึงประเคนผ้าพระกฐินแก่พระภิกษุรูปดังกล่าว เพื่อดำเนินการกรานกฐินตามพระธรรมวินัยต่อไป


พระภิกษุสงฆ์ที่มีความเหมาะสมในการครองผ้ากฐิน
5. พิธีกรานกฐิน เป็นขั้นตอนสำคัญฝ่ายสงฆ์ ซึ่งดำเนินการโดยพระภิกษุผู้ได้รับเลือกให้เป็นผู้ครองผ้าพระกฐิน โดยเริ่มจากการถอดผ้าเก่า ทำเครื่องหมายพินทุผ้า และอธิษฐานใช้ผ้าใหม่ที่ได้รับถวาย จากนั้นจึงนำผ้าไปครอง เมื่อครองผ้าเรียบร้อยแล้ว พระภิกษุจะกลับเข้าสู่บริเวณพิธี นั่งคุกเข่า กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยด้วยบทนะโม 3 จบ แล้วเปล่งวาจาประกาศการกรานกฐินต่อหน้าที่ประชุมสงฆ์ โดยใช้บทสวดแตกต่างกันตามชนิดของผ้าที่นำมากราน ดังนี้
ผ้าสังฆาฏิ กล่าวคำกรานกฐินว่า “อิมายะ สังฆาฏิยา กะฐินัง อัตถะรามิ” จำนวน 3 จบ แปลว่า “ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าสังฆาฏินี้”
ผ้าอุตตราสงค์ (จีวร) กล่าวคำกรานกฐินว่า “อิมินา อุตตะราสังเคนะ กะฐินัง อัตถะรามิ” จำนวน 3 จบ แปลว่า “ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าอุตตราสงค์นี้”
ผ้าอันตรวาสก (สบง) กล่าวคำกรานกฐินว่า “อิมินา อันตะระวาสะเกนะ กะฐินัง อัตถะรามิ” จำนวน 3 จบ แปลว่า “ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าอันตรวาสกนี้”
พิธีดังกล่าวเป็นการแสดงถึงการรับผ้ากฐินและการกรานกฐินของพระภิกษุผู้ได้รับเลือกให้ครองผ้า โดยต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย เพื่อให้การถวายผ้าพระกฐินและการได้รับอานิสงส์กฐินเป็นไปโดยสมบูรณ์


ข้างนอกเสร็จแล้วเข้ามาทำพิธีอนุโมทนา
6. การกล่าวอนุโมทนาหลังพิธีกรานกฐิน ภายหลังพระภิกษุผู้ได้รับเลือกให้ครองผ้าพระกฐินประกอบพิธีกรานกฐินเสร็จสิ้น พระสงฆ์ทั้งหมดจะนั่งคุกเข่า กราบพระรัตนตรัย 3 ครั้ง และกล่าวบทนะโม 3 จบพร้อมกัน จากนั้นพระภิกษุผู้ครองผ้าพระกฐินจะหันมายังที่ประชุมสงฆ์ กล่าวคำประกาศและแสดงความอนุโมทนาต่อการกรานกฐินว่า
“อัตถะตัง อาวุโส สังฆัสสะ กะฐินัง ธัมมิโก กะฐินัตถาโร อะนุโมทามิ” (กล่าว 3 จบ) แปลว่า “อาวุโส กฐินของสงฆ์กรานแล้ว การกรานกฐินเป็นไปโดยธรรม ข้าพเจ้าอนุโมทนา”
ทั้งนี้ หากในที่ประชุมมีพระภิกษุผู้มีพรรษามากกว่าพระภิกษุผู้ครองผ้าพระกฐิน จะเปลี่ยนคำเรียกจาก “อาวุโส” เป็น “ภันเต” เมื่อกล่าวจบ พระสงฆ์ทั้งหมดจะรับพร้อมกันว่า “สาธุ” จากนั้นพระสงฆ์ทั้งหลายกล่าวคำอนุโมทนาว่า
“อัตถะตัง ภันเต สังฆัสสะ กะฐินัง ธัมมิโก กะฐินัตถาโร อะนุโมทามะ” (กล่าว 3 จบ) แปลว่า “ท่านผู้เจริญ กฐินของสงฆ์กรานแล้ว การกรานกฐินเป็นไปโดยธรรม พวกข้าพเจ้าขออนุโมทนา”
ในกรณีที่พระภิกษุผู้ครองผ้าพระกฐินมีพรรษามากกว่าพระภิกษุรูปอื่นในที่ประชุม จะเปลี่ยนคำเรียกจาก “ภันเต” เป็น “อาวุโส” เมื่อพระสงฆ์กล่าวคำอนุโมทนาครบถ้วนแล้ว ถือเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกรานกฐิน

กะฐินัตถาโร อะนุโมทามะ”
7. การถวายบริวารพระกฐินและจตุปัจจัยไทยธรรม ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีกรานกฐิน ประธานในพิธีจะถวายบริวารพระกฐินทั้งหมดแด่พระภิกษุสงฆ์ แล้วกลับไปนั่งยังที่ที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีจะร่วมกันประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะประกาศยอดเงินบริจาคที่ผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบโดยเสด็จพระราชกุศล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การถวายเป็นปัจจัยแก่พระภิกษุและสามเณร การสนับสนุนค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำและค่าไฟฟ้า การบำรุงรักษาพระอาราม การสนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุ สามเณร ตลอดจนการจัดสรรเป็นทุนการศึกษาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่น ๆ

8. การกล่าวอนุโมทนา การถวายพระพร และการกรวดน้ำรับพร เมื่อเสร็จสิ้นการถวายจตุปัจจัยไทยธรรม ประธานสงฆ์จะกล่าวอนุโมทนากถาเป็นภาษาไทย โดยกล่าวถึงอานิสงส์และคุณค่าของการถวายผ้าพระกฐิน ตลอดจนบุญกุศลที่เกิดจากการร่วมประกอบพิธีในครั้งนี้ พร้อมทั้งกล่าวถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีพระราชศรัทธาพระราชทานผ้าพระกฐิน ขอให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงและทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน นอกจากนี้ ยังกล่าวยกย่องและอนุโมทนาในกุศลเจตนาของประธานผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐิน ตลอดจนพุทธศาสนิกชนที่ร่วมทำบุญในพิธีดังกล่าว
จากนั้น พระสงฆ์จะสวดบทอนุโมทนา โดยใช้บท กาลทานสุตตคาถา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับอานิสงส์ของการถวายทานตามกาล มีบทขึ้นต้นว่า “กาเล ททันติ สปัญญา … ปะติฏฐา โหนติ ปาณินัง” เมื่อสวดจบ ประธานสงฆ์จะถวายอดิเรกเพื่อถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นประธานในพิธีและผู้เข้าร่วมพิธีร่วมกันกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล รับพรจากพระสงฆ์ แล้วกราบลาพระรัตนตรัยและพระสงฆ์ตามลำดับ ถือเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน


พระสงฆ์อนุโมกถาเป็นภาษาบาลี ประธานผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐิน ตัวแทนอัญเชิญผ้าพระกฐิน พุทธศาสนิกชน ได้กรวดน้ำ
การปักธงจระเข้ภายหลังพิธีทอดกฐิน
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน จะมีการปักธงจระเข้ไว้ภายในบริเวณวัด เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้พุทธศาสนิกชนและผู้พบเห็นทราบว่าวัดแห่งนี้ได้ประกอบพิธีทอดกฐินประจำปีแล้ว ทั้งนี้ การปักธงจระเข้ไม่ได้ดำเนินการเป็นประจำทุกปี แต่ขึ้นอยู่กับความประสงค์และดุลยพินิจของประธานคณะเจ้าภาพในแต่ละครั้ง
บุคลานุกรม
พระสุทธิสมณวัตร (2550). เจ้าอาวาสวัดมุจลินทวาปีวิหาร ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัด ปัตตานี. สัมภาษณ์
สวัสดิ์ แสงทอง (2550). มรรคทายกของวัดมุจลินทวาปีวิหาร ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี. สัมภาษณ์.
สร.0201-4(127)-1024x1024.jpg)

